บางทีมีการใช้ชื่อของคน ไม่ต้องไปสนใจครับ ^___^

ตื่นมาตอนเที่ยงของวันที่ 11 จากที่ตอนแรกคิดไว้ว่าจะตื่นซักแปดหรือเก้าโมง

เพื่อที่จะออกไปหาซื้อของที่ต้องเอาไปฟูจิซัง แม้ว่าของที่ยังต้องหาซื้ออีกมีอยู่ไม่มากแล้วก็ตาม

สรุปแล้วสุดท้ายก็เลยต้องไปหาซื้อแถวๆนี้เอา ก็คือร้านร้อยเยนและเซยูเจ้าเดิมนั่นเอง

ตอนปั่นออกไปเจอกิกิกับสเตฟเดินเข้ามาพอดี กิกิบอกว่าพึ่งไปซื้อไปฉายแบบคาดหัวมา

จากที่ร้านร้อยเยน และแนะนำเราด้วยว่าควรใช้แบบนี้เพราะว่ามันสะดวกกว่า

สุดท้ายแล้วกูก็โง่ หาไม่เจอ ไปถามแล้วเจ๊พนักแกก็บอกว่า "ของแบบนั้นไม่มีหรอกคะ"(ภาษาญี่ปุ่น)

ขากลับก็แวะไปซื้อครีมกันแดด spf50 จากในเซยู

สรุปรายการสิ่งของที่เตรียมไป ได้แก่ แคลอรี่เมทรสชอกโกแลตหนึ่งกล่อง ขนมปังแถวเล็กๆหนึ่งแถว

ชอกโกแลตยี่ห้อGhanaแบบแบ่งชิ้นหนึ่งกล่อง น้ำขวดเล็กๆห้าร้อยมล.สองขวด 

เสื้อแขนยาวเผื่อหนาวหนึ่งตัว เสื้อกันหนาวหนึ่งตัว(ตอนแรกคิดว่าเอาไปแค่ตัวนี้ก็น่าจะพอ)

ขาตั้งกล้อง(ไม่น่าเอาไปเลย เพราะไม่ได้ใช้) ไฟฉายแบบถือ ออกซิเจน(สองรายการนี้ได้จากพี่เบียร์)

เลนส์เทเลที่ยืมมาจากเอดะจัง สเปย์ฉีดกันยุงซอฟเฟล(เฟลเลย เอาไปไม่ได้ใช้) ผ้าเช็ดเหงื่อหนึ่งผืน

ถั่วเม็ดมะม่วงหนึ่งถุง ผ้าปิดจมูกหนึ่งชิ้น ครีมกันแดดแบบทาตัวและทาหน้าอย่างละขวด 

กล้องหนึ่งกล้อง(สรรพนามมันอะไรหว่า นึกไม่ออก) และเสื้อกันฝนหนึ่งตัว

 

 

จับทุกสิ่งอย่างยัดลงในกระเป๋าใบเล็กๆหนึ่งใบ บวกกับกระเป๋ากล้องหนึ่งใบ แล้วรีบออกไปตอนสี่โมงเป๊ะ

ก่อนหน้าจะออกไปนี้ฝนมันตกลงมาก่อน แล้วพึ่งจะหยุด ดีนะที่ตกแค่แป๊บเดียว

แบกของทุกอย่างไปถึงที่นัดหมาย เดินเล่น คุยโม้อยู่ซักพักนึง ดีนะที่อยู่ๆก็นึกอยากถ่ายรูป

หยิบกล้องขึ้นมา เล็งไปที่เควินและเคลี่ โฟกัส แชะ แกร๊บเลยครับ ลืมใส่การ์ดมา T__T

ดีนะที่รู้ตอนนี้ รีบวิ่งแจ้นกลับห้องมาเอาการ์ดที่เสียบอยู่ในคอมทันที ฮ่าๆ(ถ้าลืมนี่เศร้าเลย)

หลังจากมีการ์ดแล้วก็กร่าง ไล่ถ่ายรูปเค้าไปเรื่อย ฮ่าๆ

 

 

จากนั้นก็ถึงเวลา เดินไปขึ้นรถที่ตึกหน้ามหาลัย เรานั่งกับดอกเตอร์ไมเคิล 

ด้านหลังเป็นแม่นางจาง กับโรเจอร์ ด้านหน้าเป็นอเล็กกับแอนนา

ถ่ายรูปไปเรื่อยๆตลอดทางที่อยู่บนรถ แต่ตอนสุดท้ายหันมาเล่นกับแม่นางจางแทน หุหุ

และแล้วก็ถึงที่หมาย ลงจากรถปั๊บ รู้สึกได้ทันทีว่าอากาศที่นี่มันหนาวกว่าข้างล่างนั่นมาก

ที่ที่รถมาจอดคือชั้นที่ห้าของภูเขาแล้ว ซึ่งก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของคนที่ต้องการพิชิตภูเขาลูกนี้

มันจะมีร้านของที่ละรึกขายอยู่ มีร้านอาหาร ซึ่งเราก็กินคาเร่ไรซ์จากร้านนี้ก่อนไปลุยเช่นกัน

และก็สมกับเป็นร้านขายของในสถานที่ท่องเที่ยวจริงๆ คาเร่ไรซ์รสชาติธรรมดาเก้าร้อยเยนครับพี่น้อง

ขูดเลือดเนื้อกูเลยมั๊ยครับทั่น ฮ่าๆ

 

 

และแล้วก็ถึงเวลาเดินทาง เราอยู่กลุ่มสอง ในกลุ่มส่วนใหญ่เราไม่ค่อยสนิทด้วย

แต่จะสนิทกับคนญี่ปุ่นในกลุ่มนี้มากกว่า ก็จะมียูสุเกะ มาแชล แค่นั้นแหละ

สรุปรายชื่อคนในกลุ่ม ฮอเฮ บาซิล อเล็กซ์ แอนนา มิโดริ ยูสุเกะ มาแชล อิคคิ เควิน เคลี่ เอิท 

มิเรียม มิเรียม'sปะป๊า คนญี่ปุ่นไม่รู้จักชื่อหนึ่งคน และฝรั่งหัวล้านอีกหนึ๋งคน(ไม่รู้จักชื่อ)

ก่อนเดินทางก็ทำการวอร์มอัพเล็กน้อย ซึ่งสุดท้ายแม่งไม่ได้ช่วยอะไรเลย

อยู่ๆก็มีสมาชิกเพิ่มมาอีกคนนึง เป็นสาวจีนที่มาจากโอกลาโฮมา ที่เดียวกับเควินและเคลี่

การเดินทางเริ่มต้นขึ้นจริงๆซะที โดยมีอิคคิเป็นหัวหน้ากลุ่ม เริ่มเวลาประมาณสองทุ่ม

การเดินทางช่วงแรกๆมีปัญหาเกิดขึ้น เพราะว่าบางคนในกลุ่มต้องการเดินเร็วๆ 

ทำให้บางคนเดินตามกันไม่ค่อยจะทัน สุดท้ายแล้วก็ต้องแตกกลุ่มออกเป็นสองกลุ่ม

โดยกลุ่มเดินเร็วก็เดินไป โดยมีอิคคิเป็นหัวหน้า และมีสมาชิกคือ อเล็ก บาซิล ฮอเฮ ฝรั่งหัวล้าน

กลุ่มเดินช้าที่เราอยู่ก็ได้มาแชลขึ้นมาเป็นหัวหน้าแทน

พอเจ้าฝรั่งหัวล้านไม่อยู่ เจ๊มิโดริแกก็ดูร่าเริงขึ้น เพราะแรกๆฝรั่งหัวล้านมันดูม่อๆเจ๊แกอยู่

ระหว่างทาง เราก็เดินไป แจกชอกโกแลตไปเรื่อย โดยไม่รู้เลยว่าทางข้างหน้ามันโหดแค่ไหน

 

 

ตอนเดินแรกๆ พอเริ่มเหนื่อย ก็รู้สึกร้อน เลยถอดเสื้อกันหนาวออกแล้วเดิน

แต่พอเดินสูงขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ และเรื่อยๆ สำนึกแล้วครับว่าควรใส่ไว้ T___T

แรกๆเจอแค่ทางชัน เลยยังไม่ค่อยสำนึกถึงการเดินเขาซักเท่าไหร่ ยังนึกในใจว่า "ง่าย"จิงๆ

และแล้ว มันก็ชั้นขึ้น และชั้นขึ้นเรื่อยๆ จนบางช่วงที่ต้อง"ปีน"จริงๆ เท่านั้นแหละครับสำนึกถึงความ"ยาก"เลย

 

 

ที่ตรงชั้นเจ็ดจุดเท่าไหร่ไม่รู้(สถานีของชั้นเจ็ดแม่งเยอะมาก มีเจ็ดจุดหนึ่ง เจ็ดจุดสอง ทำไมไม่แยกเลขไปเลยฟระ)

มองลงไปข้างล่างจะเห็นแสงไฟจากในเมืองเป็นหย่อมๆ แล้วก็จะเห็นคนเดินมาเป็นทาง เพราะคนส่วนใหญ่ใช้ไฟฉาย

เป็นภาพที่สวยมากจริงๆ เรายืนอยู่ ณ ที่ที่เป็นธรรมชาติ มองไปยังเมืองที่เต็มไปด้วยแสงไฟ

เบื้องบนของเราคือท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวนับไม่ถ้วน 

จะมีโอกาสซักกี่ครั้งในชีวิตนี้ที่จะได้เจอกับบรรยากาศแบบนี้กัน

 

 

บางจังหวะมีคนมองเห็นดาวตก(คนส่วนใหญ่ได้เห็น) แต่คนนึงที่ไม่เห็นเลยคือเราเอง T___T

เซ็งมาก อยากเห็นๆๆๆๆ แต่ดาวเต็มท้องฟ้าเลย แค่นี้ก็ถือว่าโอเคแล้วที่ได้เห็น

ยิ่งสูง ก็ยิ่งหนาวจริงๆ เหมือนในเพลงบอกเลย อากาศหนาวขึ้นเรื่อยๆ อุณหภูมิเท่าไหร่ไม่รู้

จนสุดท้ายก็ต้องหยิบเอาเสื้อแขนยาวที่กะว่าเตรียมมาแค่เผื่อๆเอาไว้มาใส่จนได้

 

 

ที่ประมาณชั้นแปด เราก็ได้หยิบแคลอรี่เมทขึ้นมากิน การตัดสินในซื้อสิ่งนี้ได้รับคำแนะนำจาก

สุดยอดเทพเจ้าฟามาซีกิกิ(ฮ่าๆๆ) ซึ่งกิกิได้แนะนำว่า สิ่งนี้ดีมาก ทดแทนอาหารได้

ซึ้งมันก็จริงๆนะ แต่สิ่งหนึ่งเลยคือ แม่งรสชาติเลวมาก 

ความรู้สึกเหมือนกินผงๆอะไรบางอย่างลงไปในร่างกาย มีรสชอกโกแลตหน่อยๆเท่านั้นเอง

มาถึงตอนนี้คิดได้แล้วว่าไอไม้เท้าสำหรับเดินเขามันจำเป็นและสำคัญแค่ไหน

เห็นคนที่เค้าเอามาได้ใช้กันอย่างสะดวกสบายเลยจริงๆ แฮ่

ตลอดทางก็ยังคงแจกชอกโกแลตไปเรื่อยๆ อย่างไม่รู้ตัว เห้ออออ

จนเมื่อถึงชั้นที่แปด อากาศหนาวมาก ลมแรง เหนื่อยมาก สราดๆ บรรยายเป็นอักษรไม่ค่อยถูก

ต้องไปเยือนบรรยากาศนี้ด้วยตัวเองถึงจะรู้ และชอกโกแลตก็ได้หมดลงในชั้นนี้

 

 

สุดท้ายก็ขึ้นไปชั้นบนสุดก่อนพระอาทิตย์ขึ้นไม่ทัน

ตอนอยู่ที่ชั้นที่เก้า เริ่มมองเห็นขอบฟ้ามีแสงนำมาแล้ว

แต่ก็ยังคงเดินขึ้นต่อไป ทั้งๆที่หมดแรงแล้ว และไม่อยากจะเดินต่อแล้ว

แต่ทำยังไงได้ ก็มันยังไม่ถึงที่หมายนี่ มองลงไปด้านล่างก็คิดในใจว่า

"กูขึ้นมาสูงขนาดนี้เลยหรอเนี่ย เป็นไปได้ยังไง"

 

 

ระหว่างทางจากชั้นเก้าไปถึงชั้นสิบนี่แหละนรกมาก

มีเรียม ปะป๊ามีเรียม ยอมแพ้อยู่ที่ชั้นเก้าหรือแปดเนี่ยแหละ จำไม่ได้

เควินและเคลี่ก็หยุดพักและไปสมทบกับกลุ่มที่ตามมาถัดไป เลยไม่ได้อยู่ด้วยกันกับเราตอนสุดท้าย

ระหว่างทางความรู้สึกคือเหมือนกับว่าชีวิตไม่มีความหวัง และเรากำลังจะตาย

ร่างกายหมดแรง ท้อแท้ เหนื่อยมาก ง่วงนอน เดินๆไปเหมือนจะวูบได้เลย

จากชั้นเก้าไปชั้นสิบ ทางมันชันมาก และยาวมาก ไม่มีสถานีมาขั้นกลางเลย โหดมากจริงๆ

ระหว่างเดินทางไปอย่างเชื่องช้า มองไปที่ปลายทางก็ยิ่งหมดหวัง เพราะมันยังไกลออกไปมาก

และแล้ว.....

พระอาทิตย์ก็โผล่พ้นก้อนเมฆเบื้องล่างขึ้นมา

นาทีนั้นเองที่เราสัมผัสได้ถึงความพ่ายแพ้ที่คืบคลานเข้ามา

"นายแพ้แล้ว" เสียงนี้ดังก้องอยู่ในหัว เพราะเราไม่สามารถถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้นที่ยอดสูงสุดได้

นาทีแห่งความพ่ายแพ้ หมดแรง ง่วงนอน ไม่อยากเดินต่อไปเลย

แม้แต่จะหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปก็แทบจะไม่ไหวเลย แต่ก็ต้องอดทน และหยิบกล้องขึ้นมาถ่าย

กว่าจะได้ถ่ายก็ต้องเปลี่ยนเลนส์มาใช้เลนส์ที่ยืมมาจากเอดะจัง 

ในจังหวะนั้นรู้สึกว่าแค่เปลี่ยนเลนส์ก็จะตายแล้ว เหนื่อยมากกกกก

สุดท้ายก็ได้ภาพของพระอาทิตย์ขึ้นมาสมใจซะที แฮ่ เหนื่อยแทบตายขึ้นมาถึงนี่เพื่อไอภาพนี้แหละ

แม้ว่าจะต้องมาถ่ายตรงทางระหว่างชั้นเก้าและสิบก็ตามที

 

 

ที่ทางระหว่างเก้ากับสิบนี่เหมือนเวลายาวนานเป็นปีเลย 

เวลาแห่งความเหนื่อยยากมันมักจะผ่านไปอย่างช้าๆ ให้เราได้สัมผัสอย่างละเมียดละไมกับความรู้สึกนั้น

ทุกก้าวย่างที่ออกแรงเดินขึ้นไป รู้สึกท้อแท้และสิ้นหวังสุดๆ พร้อมจะยอมแพ้และหยุดเดินทุกเมื่อ

ต้องขอบคุณจริงๆที่มีหัวหน้ากลุ่มที่ดีๆแบบมาแชล ทั้งๆที่เราจะยอมแพ้และเดินกลับแล้ว

แต่หัวหน้าก็ยังคงเดินต่อไป และดูแลทุกคนในกลุ่มได้ดีมากๆเลย

เดินไป พักไป เดินไป พักไป ระยะทางสั้นๆที่ค่อยๆคืบคลานขึ้นไปยังชั้นสูงสุด

 

 

Finally และแล้ว...

ระหว่างที่เดินอย่างเหน็ดเหนื่อยอยู่นั้นเอง มองไปเห็นปลายทาง สถานีที่สิบของภูเขาลูกนี้

ความรู้สึกมันสุดยอดมากๆ แบบว่าบรรยายไม่ถูกกันเลยทีเดียว

จะมีซักกี่ครั้งในชีวิตนี้นะที่ได้รู้สึกอะไรแบบนี้

เหมือนตายแล้วฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่เลย

ไม่ได้เวอร์เกินไปนะ แต่มันรู้สึกแบบนี้จริงๆ

 

 

เราเดินทางมาเรื่อยๆด้วยความหวังว่าจะถึงปลายทางที่ฝันไว้

ทั้งๆที่มองเห็นปลายทาง และมองไม่เห็นปลายทางในบางครั้ง

แต่ความเชื่อของเราก็ไม่ได้เปลี่ยนไปไหน

ความเชื่อที่ว่า "จุดหมายปลายทางของเรามีอยู่จริง"

 

 

ที่สถานีชั้นบนสุด จิงๆแล้วมันยังมีทางขึ้นไปสูงกว่านั้นอีกหน่อย คือไปดูปล่องภูเขาไฟ

แต่ตอนนั้นเราหมดแรงแล้ว ไม่สามารถไปได้แล้วจริงๆ

เลยไปซื้ออุด้งกินจากในร้าน ราคาเจ๊แกก็สมควรแก่การขายบนยอดเขาจริงๆ

อุด้งหนึ่งถ้วยเล็กๆ 1000 เยนครับพี่น้อง T____T

แต่นาทีนั้นแม่งอร่อยจริงๆ กินจนหมดถึงน้ำแกงหยดสุดท้ายเลย ฮ่าๆ

และจากนั้นก็ไปเล่นถ่ายรูปกับกิกิกับดอกเตอร์ไมเคิล

ตอนแรกว่าจะนอนหลับซักงีบ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้นอน เพราะพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว 

ที่ยอดเขา มันอยู่เหนือเมฆ แดดจึงแรงมาก รับแดดไปเต็มๆเลย เห้อ

แต่ความรู้สึกนี้เหมือนกับเราอยู่บนเกาะแห่งท้องฟ้าในเรื่องวันพีซเลย

 

 

ระหว่างทาง สิ่งหนึ่งที่คิดในใจคือ 

"กูขึ้นมายังลำบากขนาดนี้ ตอนลงจะเป็นยังไงวะเนี่ย"

และแล้ว เวลาที่ต้องกลับ ก็มาถึง T____T

ไม่อยากเดินลงเลยยยยยยยยยยยยยยยยยย

อยากจะวาร์ปลงไปเลยได้มั๊ยเนี่ย เห้อออ

สุดท้ายแล้วก็ต้องค่อยๆเดินลงไปนั่นแหละ

ง่วงก็ง่วง ร้อนก็ร้อน ทางเดินลงก็ชันสาดๆ

เดินแรกๆไม่ค่อยชินเลย เดินแล้วลื่นๆตลอด

ฝุ่นก็เยอะเหลือเกิน ต้องใช้ผ้าปิดปากตลอดทาง แต่พอปิดแล้วหายใจก็ร้อนเกินจิงๆ

อยากกลับเร็วๆมาก ปวดหัวนิดๆ แต่หัวหน้ากลุ่มก็ยังคงพยายามเดินไปอย่างช้าๆ

เพราะหลายๆคนในกลุ่มไม่ค่อยจะไหวกัน

แรกๆเราหงุดหงิดมากเลยที่ไปอย่างช้าๆ แต่ก็เข้าใจนะที่ว่าหลายคนไม่ไหว

แต่บางทีมันก็พักกันบ่อยเกินไปหน่อย

หลังๆหัวหน้ากลุ่มก็เริ่มยอมๆเดินยาวๆหน่อยแล้วค่อยพัก

และหลังๆเราก็เริ่มชำนาญในการเดินลงเขามากๆ เดินอยู่กับกลุ่มที่เดินนำตลอด

 

 

และแล้ว ก็มาถึงชั้นล่างสุด และเดินไปจนถึงที่นัดหมาย

ฝุ่นเกาะทั่วตัว ทรายเข้าไปอยู่ในรองเท้าเยอะมาก ก้อนกรวดก็ด้วย

แต่ก็ดีใจมากที่ในที่สุดเราก็จะได้กลับแล้ว

ลงมาถึงเป็นกลุ่มสุดท้าย พวกที่มาถึงก่อนนอนหลับรอกันอยู่(ฮ่าๆ รอนานมากสินะ)

จากนั้นก็เชคชื่อ แล้วเดินทางกลับ

ระหว่างเดินไปขึ้นรถ เอดะจังเข้ามาคุยด้วย 

เด๋วนี้เรารู้สึกว่าสนิทกับเอดะจังมากเลย รู้สึกดีที่มีเพื่อนดีๆแบบนี้ ^___^

 

 

และแล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องบ๊ายบายฟูจิซัง

ขึ้นรถ และออกเดินทางกลับ

ความรู้สึกแย่มากๆสุดท้ายคือ บนรถแม่งร้อนมาก รถก็ติด

อยากกลับมาถึงห้องเร็วๆใจจะขาด เสือกรถติด แฮ่

แต่นั่นก็คือสิ่งสุดท้าย ฮ่าๆ

พอถึงมหาลัย ก็ได้เวลาแยกย้าย

เราก็เดินทางกลับเข้าสู่อินเตอร์เนชันแนลเฮาส์

แต่ก็ตกใจมากที่รั้วหอถูกปิดอยู่ งงๆมาก

แต่ปรากฏว่าปิดไว้เฉยๆ ไม่ได้ล็อก ก็เลยเดินเข้าได้

และได้รู้ว่าอิริยะซังปิดไว้ แล้วให้ใช้ประตูด้านหลังที่ต้องกดรหัสแทน

ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ประตูนี้

เราก็เลยอยากลองใช้ประตูนี้ เลยไปเล่นๆดู แล้วเดินไปเซเว่นใกล้ๆ

และซื้อข้าวมากิน แล้วก็นอน

 

 

วันอันยาวนานและเหน็ดเหนื่อยก็จบลง

ฉันจะไม่มีวันลืมเธอเลย >___

 

ปล. ลืมบอกไปว่า สุดท้ายก็ต้องใช้เสื้อกันฝนมากันลมหนาวแทน ดีใจจริงๆที่ซื้อมา

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

มันยาวเกินอ่าา น่าจะเล่าไป คั่นด้วยรูปไปเรื่อยๆ

อยากไปมากกกกก เหนือเมฆๆ ขั้นเทพ ยิ่งกว่างอกุน 5555

#2 By LuvenioLoy on 2011-08-13 14:55

ง้าาาาาาา อิจฉามากเลยอ่าลุง ><
อยากไปเที่ยวแบบนี้ม่างงง
ลุงถ่ายรูปสวยๆๆๆอ่า
รูปดาวเต็มท้องฟ้าเห็นแล้วอยากไปนอนดูมั่ง
รูปที่12มันดูเหมือนจะเอื้อมไปจับเมฆได้เลยอ้ะ ฮ่าๆ
ส่วนรูปสุดท้ายนี่น่าโดดลงไปหาเมฆ เหมือนจะนุ่มๆ เอิ้กๆ

ลุงโชคดีจังมีโอกาสไปเที่ยว ไปเก็บประสบการณ์อะไรแบบนี้ ฮ่าๆๆ จะมีโอกาสแบบนี้มั่งม้ายเนี่ย
^_____________^

#1 By miniimint (125.25.74.53) on 2011-08-13 14:09